สติปัฎฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ)
1.
2.
4.
สติปัฏฐานแปลว่าที่ตั้งของสติ
สติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติกาหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริงคือตามที่สิ่งนั้นๆมันเป็นของมันเองสติ คือ ความไม่ประมาท(อัปปมาทธรรม) พระพุทธองค์ให้ความสาคัญแก่ความไม่ประมาทมาก พระดารัสครั้งสุดท้ายของ
พระพุทธเจ้าก็เป็นเรื่องอัปปมาทธรรม ดังนี้
“ สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหมายให้สาเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”
สติปัฏฐาน (ที่ตั้งของสมาธิ) 1.
เช่น
มีวิธีปฏิบัติหลายวิธี-
อานาปานสติการกาหนดลมหายใจเข้าใจ-
อิริยาบถการกาหนดรู้ทันอาการยืนเดินนั่งนอน-
สัมปชัญญะการสร้างสัมปชัญญะในการกระทาความเคลื่อนไหวทุกอย่างของกาย-
ปฏิกูลมนนิการการพิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนนี้-
ธาตุมนสิการการพิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ-2.
ตัวอย่างเช่น
มี่ พิจารณาได้ว่า
เวทนาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เวทนา เวทนาไม่ใช่ตัวตนของเรา คือ เวทนาเป็นอนัตตา ซึ่งหมายความว่า เวทนาอาการหวั่นไหวนั้น ไม่ใช่เราซึ่งอยู่ในสภาพเดิมอันสงบ, เราซึ่งอยู่ในสภาพเดิมอันสงบ ก็ไม่ใช่เวทนา,อาการหวั่นไหวที่เกิดขึ้น,เป็นคนละส่วนกัน. สมจิตจึงเลิกกังวลทางจิตใจ อันก่อให้เกิดความสุขใจ3.4.
แม้แต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ซึ่งหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้วยังทาอานาปานสติซึ่งเป็นฐานที่หนึ่งอยู่ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่าใด ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีสิ่งควรทาอันได้ทาเสร็จแล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีประโยชน์ส่วนตนอันได้บรรลุแล้ว สิ้นกิเลสเป็นเหตุมัดไว้ในภพแล้ว พ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเหล่านั้น เจริญแล้ว ทาให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ ”ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (พิจารณาธรรมที่เป็นกุศล และอกุศล) หมายถึงการตั้งสติกาหนดพิจารณาธรรมให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่นิวรณ์5 ขันธ์5 อริยสัจ4 เป็นต้น ว่าคืออะไรเป็นอย่างไรมีในตนหรือไม่เกิดขึ้นเจริญบริบูรณ์และดับไปได้อย่างไรเป็นต้นตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(พิจารณาใจที่เศร้าหมอง) หมายถึงการตั้งสติกาหนดพิจารณาจิตให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงจิตไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะไม่มีราคะมีโทสะไม่มีโทสะมีโมหะไม่มีโมหะเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิฯลฯอย่างไรก็ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(พิจารณาเวทนา)หมายถึงการตั้งสติกาหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนาไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดีทุกข์ก็ดีเฉยๆก็ดีทั้งที่เป็นสามิสและเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นนวสีวถิกาการพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆอันแปลกกันไปใน9 ระยะเวลาให้เห็นคติธรรมของร่างกายของผู้อื่นเช่นใดของตนก็จักเป็นเช่นนั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (พิจารณากาย) หมายถึงการตั้งสติกาหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงกายไม่ใช่สัตว์บุคคลเราเขามี 4 ประการ คือ![]() |
มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น