แนวการฝึกสติปัฎฐาน 4 แบบจิตตานุปัสสนากรรมฐาน
นี่กฎของการดูจิตนะ
ข้อที่ ๑ อย่าอยากดูนะ
ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วก็ค่อยรู้ เช่นโกรธขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ โลภขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโลภ
กฎข้อที่สองระหว่างดูให้ดูห่าง ๆ อย่ากระโจนลงไปดู
ไม่เหมือนดูโทรทัศน์นะ ใจไหลเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ นั่นใช้ไม่ได้ ดูห่าง ๆ
กฎข้อที่สามของการดูจิตก็คือ เมื่อดูแล้วนะไม่เข้าไปแทรกแซง
ไม่ ว่าเราจะเห็นสภาวะอะไรเกิดขึ้นเราจะไม่เข้าไปแทรกแซง เช่นเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น เราไม่ต้องพยายามทำให้หายโกรธ หน้าที่ของเราคือก็แค่รู้ไปว่าจิตมันโกรธนะ ทำตัวเป็นแค่คนดูไม่เข้าไปแทรกแซง จิตโลภขึ้นมาก็แค่รู้ว่าจิตมันโลภนะ ไม่ต้องไปหาทางทำให้หายโลภ มันมีความทุกข์ขึ้นมาเราก็รู้ว่าจิตมันมีความทุกข์ ไม่ต้องพยายามทำให้จิตหายทุกข์นะ มันมีความสุขขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาความสุขเอาไว้ มันมีจิตที่เป็นกุศลขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาไว้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ เราแค่รู้ลูกเดียว ไม่รักษาไว้ แล้วก็ไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อต้านมัน รู้ด้วยความเป็นกลาง รู้ด้วยความเป็นกลาง
เพราะฉะนั้นกฎข้อที่สามก็คือ ให้รู้สภาวะทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจที่เป็นกลาง
จิต ใจที่เป็นกลางเนี่ยเกิดจากการรู้ทัน ว่าจิตมันไปหลงยินดี จิตมันไปหลงยินร้าย อย่าให้มันเป็นกลางเพราะไปบังคับไว้ ไม่ใช่บังคับว่าชั้นจะต้องเป็นกลาง ถ้าบังคับเมื่อไหร่ เครียด หลวงพ่อถึงบอกว่าวิปัสสนาไม่มีคำว่าบังคับ ไม่มีคำว่าห้าม ไม่มีคำว่าต้อง มีแต่ว่ามันเป็นยังไง รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ใจเราเห็น สมมติเราเห็นสาวสวยขึ้นมา ใจเรามีราคะ ไม่ต้องหาทางทำให้ราคะดับไป โดยเฉพาะไม่ต้องหาทางทำให้สาวดับไปด้วย ไม่ต้องหาทางให้ราคะดับไป รู้ลูกเดียวว่าใจมีราคะ ถ้าใจไม่ชอบราคะ เห็นมั้ยไม่เป็นกลาง ใจเกลียดราคะ อยากให้ราคะหายไป รู้ทันว่าใจเราเกลียดราคะ ใจเราไม่เป็นกลาง ถ้ามีความสุขเกิดขึ้น ใจเราชอบให้รู้ทันว่าใจเราชอบ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปรู้สภาวะรู้อารมณ์ทั้งหลายแล้วเนี่ย ใจเรายินดีขึ้นมา คือเราชอบขึ้นมาก็ให้รู้ ใจเรายินร้าย คือเกิดความเกลียดชังสภาวะนั้นขึ้นมาก็ให้รู้ ถ้ารู้ทันนะ ต่อไปใจจะค่อย ๆ เป็นกลาง เราจะรู้สภาวะทั้งหลายอย่างเป็นกลาง นี่คือกฎข้อที่สาม
กฎข้อที่สี่ ทำบ่อย ๆ ถ้าทำบ่อย ๆ แล้ว
กฎข้อที่ห้า วันนึงเราจะบรรลุมรรคผลนิพพาน
เพราะ เราทำเหตุที่พอสมควรแล้ว เวลาที่เราบรรลุมรรคผลนิพพานนะ จิตใจเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ ถึงจุดหนึ่งมันเปลี่ยนปั๊ปเลย ตอนที่เกิดมรรคผล ความทุกข์ที่มีอยู่เนี่ยตกหายไปเยอะเลย เป็นลำดับ ๆ ไป แต่ละขั้นแต่ละภูมิ เพราะฉะนั้นเวลาเราหัดรู้สภาวะ สรุปแล้วสรุป
การเรียนธรรมะเนี่ย เราเรียนแล้วเพื่อวันหนึ่งเราจะไม่มีทุกข์ทางใจเกิดขึ้น
วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ทางใจนั้น คือหัดรู้ใจของเรา
ความ ทุกข์มันแอบมาอยู่ในใจของเรา เรารู้ทันนะ ต่อไปความทุกข์มันจะไปเอง เราไม่ต้องไปไล่มันหรอก ถ้าเราหัดรู้ใจของเรา ใจของเรามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น รู้ไปเรื่อย ๆ นะ
มีกฎสามข้อของการรู้ คือ
ก่อนที่จะรู้เนี่ยอย่าไปเที่ยวแสวงหา อย่าไปดักดูไว้ก่อน ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วค่อยรู้เอา
กฎข้อที่สองระหว่างที่รู้เนี่ยนะ อย่ากระโจนลงไปจ้องมัน ดูห่าง ๆ ดูแบบคนวงนอกนะ ไม่ถลำลงไปจ้องมัน ถ้าไปจ้องเมื่อไหร่กลายเป็นสมถะเมื่อนั้น
กฎข้อที่สามคือ รู้ด้วยความเป็นกลาง ถ้าหากเรารู้สภาวะแล้วเกิดความยินดีขึ้นมาเราก็รู้ทัน เกิดความยินร้ายขึ้นมาเราก็รู้ทัน รู้ทันความยินดียินร้ายในใจของเราบ่อย ๆ ต่อไปใจเราจะเป็นกลาง เป็นกลางของมันเอง ถ้าเมื่อไรเรารู้สภาวะทั้งหลายด้วยจิตใจที่เป็นกลางไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นสภาวะทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง มันเป็นยังไงเรารู้ว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่เราไม่เข้าไปแทรกแซง
พระ พุทธเจ้าสอนไว้ว่า เพราะรู้ตามความเป็นจริงนะ เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว หลุดพ้นจากอะไร หลุดพ้นจากความยึดถือในกายในใจนี้ ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปด้วย เพราะความทุกข์นี้อาศัยอยู่ในกายในใจ
พวก เรารู้สึกมั้ย ความทุกข์ถ้าไม่อยู่ที่กายก็อยู่ที่ใจ ถ้าจิตของเราหลุดพ้นจากกายจากใจแล้วนะ ความทุกข์จะเข้ามาไม่ถึงจิตใจของเราอีกต่อไปแล้ว มีแต่จะร่วงหายไปเลย หลังจากนั้นเราจะมีชีวิตที่ รู้ ตื่น เบิกบาน ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องประคอง ไม่ต้องรักษา เคยได้ยินใช่มั้ยว่า การศึกษา นี่ต้องทำตลอดชีวิตใช่มั้ย การศึกษาต้องทำตลอดชีวิตเพราะวิทยาการทางโลกเนี่ยไม่มีที่สิ้นสุด แต่การศึกษาทางธรรมะนะ เมื่อไรที่เราพ้นจากความยึดถือกายยึดถือใจแล้วเนี่ย งานศึกษาของเราสำเร็จแล้ว
ผู้ที่เรียนสำเร็จแล้วเนี่ยคือพระอรหันต์ พระอรหันต์ถึงชื่อว่าพระอเสขะ อเสขะแปลว่าผู้ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไปแล้ว
เพราะ ฉะนั้นงานในทางศาสนาพุทธนะ ถ้าเราเรียนรู้จนแจ่มแจ้งว่า กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ใจมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ แล้วไม่ต้องเรียนอีกแล้ว ความทุกข์จะเข้ามาสู่ใจไม่ได้อีกแล้ว
ไม่ เหมือนการศึกษาทางโลกนะต้องศึกษาตลอดชีวิต นี่เป็นปรัชญาการศึกษาทางโลก ซึ่งมันก็จำเป็นสำหรับชาวโลกนะ เพราะโลกนี้ปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องตามเรียนรู้ให้ทันความปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ
ส่วนธรรมะเนี่ย เราเรียนจนเราพ้นจากความปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย ไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว เห็นมั้ยมันคนละชั้นกันนะ อย่าไปบอกอาจารย์นะเดี๋ยวอาจารย์จะเสียใจ
การศึกษาทางโลกไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษาทางธรรมะมีจุดที่สิ้นสุดนะ สิ้นสุดตรงที่ใจเราพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง
สรุปสิ่งที่พระที่ปฎิบัติดีทั้งหลายท่านสอนมาแบบคร่าวๆโดยสรุปนะครับ
สำหรับผู้สนใจฝึกตนเองและเริ่มปฎิบัติ จิตตภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา
1.เราต้องมีศีลรักษาศีล อย่างเคร่งครัดไม่ล่วงละเมิดศีลด้วยกาย วาจา ใจ ;ไม่ละเมิดเองและไม่ยินดีเมื่อได้พบเห็นผู้อื่นละเมิดแล้ว
2.ต้อง มีการฝึกสมาธิ; หรือที่เรียกว่าการปฎิบัติสมถะภาวนา
สมถะกรรมฐาน 40วิธี หลวงพ่อสอนศิษย์ส่วนใหญ่ไว้ คือภาวนาพระไตรสรณคมน์ จนจิตสงบเกิดสัมมาสมาธิ
(สำหรับผู้ที่สนใจในการปฎิบัติกรรมฐาน ที่ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านเคยแนะและวิธีทำสมาธิแบบที่ท่านเคยว่าไว้
๒.๑ บทอาราธนากรรมฐาน
อาราธนากรรมฐาน สวดมนต์ไหว้พระเสียก่อนนะครับแล้วก็เข้าสู่การภาวนา
เมื่อทำได้บ้างแล้วอธิษฐานบวชจิตยามที่เราพร้อมนะคะ
๒.๓.การบวชจิต-บวชใน
ภาวนาเสร็จแล้วก็แผ่เมตตากันนะครับโดยใช้บท สั้นว่า
"พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักรวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ"
หรือบทยาวคืิอบทกรวดน้ำใหญ่(บทอิมินา)
ถ้าใครสงสัยว่าบท พุทธัง อนันตัง ใช้ในการแผ่เมตตาได้อย่างไรลองอ่านกระทู้ด้านล่างได้ครับ
๒.๔.อย่าสับสนเรื่องบทสัพเพฯ และบทแผ่เมตตา
และศึกษาข้อธรรมท่านเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้าใจในคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ได้ที่
๓.เมื่อ จิตมีสมาธิก็เริ่มการเจริญวิปัสสนาโดยวิธีคือมีสติ สัมปชัญญะรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริงที่กำลังปรากฏในปัจจุบันด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง (คือรู้ตามความเป็นจริงในร่างกายจิตใจของเราเองซึ่ง ฐานทั้ง4 แบ่งได้ 4 หมวดใหญ่ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม)
วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ควรจะฝึกให้ได้ตลอด กลมกลืนกับชีวิต ไม่ใช่ว่าเวลานี้ฝึก เวลานี้ไม่ฝึก แต่มันก็โดนบั่นทอน…
คือ เราจะฝึกใช้ชีวิตได้ เราต้องรู้หลักของการปฏิบัตินะ หัดสังเกตสภาวะไปเรื่อย จนสติมันเกิดเองในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นนี่เราหัดสังเกตสภาวะธรรม คือหัดสังเกตความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ สังเกตความรู้สึกของเรา แต่ละขณะๆ ไม่เหมือนกัน คือจุดตั้งต้นนี่ อย่าไปภาวนาเพื่อให้ดี ให้สุข ให้สงบ แต่ภาวนาเพื่อหัดสังเกตสภาวะ ตั้งใจไว้อย่างนี้ ว่าเราจะหัดเรียนรู้จิตใจตัวเอง จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราก็รู้ จิตใจสงบเราก็รู้ เราคอยรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาดีนะ ไม่ได้เอาอะไรหรอก
แต่ว่าทางที่ดีมันต้องมีรูปแบบของการปฏิบัติไว้ ซักอันหนึ่ง เราจะหัดพุทโธก็ได้ หัดเดินจงกรมก็ได้ หรือจะดูท้องพองยุบก็ได้ อะไรก็ได้ซักอย่างหนึ่ง พอเราทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งแล้ว ให้เราคอยรู้ทันใจของเรา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
* ถ้าเราจงใจให้สติเกิด เรียกว่ามีโลภเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ
* หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ
* ดูอย่างไรถึงเกิดสติตัวจริง?
* ตามพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า
* ถ้ามีสติ จากไม่มีศีลก็มีศีล จากไม่มีสมาธิก็มีสมาธิ จากไม่มีปัญญาก็มีปัญญา
นี่กฎของการดูจิตนะ
ข้อที่ ๑ อย่าอยากดูนะ
ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วก็ค่อยรู้ เช่นโกรธขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโกรธ โลภขึ้นก่อนแล้วรู้ว่าโลภ
กฎข้อที่สองระหว่างดูให้ดูห่าง ๆ อย่ากระโจนลงไปดู
ไม่เหมือนดูโทรทัศน์นะ ใจไหลเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ นั่นใช้ไม่ได้ ดูห่าง ๆ
กฎข้อที่สามของการดูจิตก็คือ เมื่อดูแล้วนะไม่เข้าไปแทรกแซง
ไม่ ว่าเราจะเห็นสภาวะอะไรเกิดขึ้นเราจะไม่เข้าไปแทรกแซง เช่นเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น เราไม่ต้องพยายามทำให้หายโกรธ หน้าที่ของเราคือก็แค่รู้ไปว่าจิตมันโกรธนะ ทำตัวเป็นแค่คนดูไม่เข้าไปแทรกแซง จิตโลภขึ้นมาก็แค่รู้ว่าจิตมันโลภนะ ไม่ต้องไปหาทางทำให้หายโลภ มันมีความทุกข์ขึ้นมาเราก็รู้ว่าจิตมันมีความทุกข์ ไม่ต้องพยายามทำให้จิตหายทุกข์นะ มันมีความสุขขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาความสุขเอาไว้ มันมีจิตที่เป็นกุศลขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาไว้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ เราแค่รู้ลูกเดียว ไม่รักษาไว้ แล้วก็ไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อต้านมัน รู้ด้วยความเป็นกลาง รู้ด้วยความเป็นกลาง
เพราะฉะนั้นกฎข้อที่สามก็คือ ให้รู้สภาวะทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจที่เป็นกลาง
จิต ใจที่เป็นกลางเนี่ยเกิดจากการรู้ทัน ว่าจิตมันไปหลงยินดี จิตมันไปหลงยินร้าย อย่าให้มันเป็นกลางเพราะไปบังคับไว้ ไม่ใช่บังคับว่าชั้นจะต้องเป็นกลาง ถ้าบังคับเมื่อไหร่ เครียด หลวงพ่อถึงบอกว่าวิปัสสนาไม่มีคำว่าบังคับ ไม่มีคำว่าห้าม ไม่มีคำว่าต้อง มีแต่ว่ามันเป็นยังไง รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ใจเราเห็น สมมติเราเห็นสาวสวยขึ้นมา ใจเรามีราคะ ไม่ต้องหาทางทำให้ราคะดับไป โดยเฉพาะไม่ต้องหาทางทำให้สาวดับไปด้วย ไม่ต้องหาทางให้ราคะดับไป รู้ลูกเดียวว่าใจมีราคะ ถ้าใจไม่ชอบราคะ เห็นมั้ยไม่เป็นกลาง ใจเกลียดราคะ อยากให้ราคะหายไป รู้ทันว่าใจเราเกลียดราคะ ใจเราไม่เป็นกลาง ถ้ามีความสุขเกิดขึ้น ใจเราชอบให้รู้ทันว่าใจเราชอบ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปรู้สภาวะรู้อารมณ์ทั้งหลายแล้วเนี่ย ใจเรายินดีขึ้นมา คือเราชอบขึ้นมาก็ให้รู้ ใจเรายินร้าย คือเกิดความเกลียดชังสภาวะนั้นขึ้นมาก็ให้รู้ ถ้ารู้ทันนะ ต่อไปใจจะค่อย ๆ เป็นกลาง เราจะรู้สภาวะทั้งหลายอย่างเป็นกลาง นี่คือกฎข้อที่สาม
กฎข้อที่สี่ ทำบ่อย ๆ ถ้าทำบ่อย ๆ แล้ว
กฎข้อที่ห้า วันนึงเราจะบรรลุมรรคผลนิพพาน
เพราะ เราทำเหตุที่พอสมควรแล้ว เวลาที่เราบรรลุมรรคผลนิพพานนะ จิตใจเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ ถึงจุดหนึ่งมันเปลี่ยนปั๊ปเลย ตอนที่เกิดมรรคผล ความทุกข์ที่มีอยู่เนี่ยตกหายไปเยอะเลย เป็นลำดับ ๆ ไป แต่ละขั้นแต่ละภูมิ เพราะฉะนั้นเวลาเราหัดรู้สภาวะ สรุปแล้วสรุป
การเรียนธรรมะเนี่ย เราเรียนแล้วเพื่อวันหนึ่งเราจะไม่มีทุกข์ทางใจเกิดขึ้น
วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ทางใจนั้น คือหัดรู้ใจของเรา
ความ ทุกข์มันแอบมาอยู่ในใจของเรา เรารู้ทันนะ ต่อไปความทุกข์มันจะไปเอง เราไม่ต้องไปไล่มันหรอก ถ้าเราหัดรู้ใจของเรา ใจของเรามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น รู้ไปเรื่อย ๆ นะ
มีกฎสามข้อของการรู้ คือ
ก่อนที่จะรู้เนี่ยอย่าไปเที่ยวแสวงหา อย่าไปดักดูไว้ก่อน ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วค่อยรู้เอา
กฎข้อที่สองระหว่างที่รู้เนี่ยนะ อย่ากระโจนลงไปจ้องมัน ดูห่าง ๆ ดูแบบคนวงนอกนะ ไม่ถลำลงไปจ้องมัน ถ้าไปจ้องเมื่อไหร่กลายเป็นสมถะเมื่อนั้น
กฎข้อที่สามคือ รู้ด้วยความเป็นกลาง ถ้าหากเรารู้สภาวะแล้วเกิดความยินดีขึ้นมาเราก็รู้ทัน เกิดความยินร้ายขึ้นมาเราก็รู้ทัน รู้ทันความยินดียินร้ายในใจของเราบ่อย ๆ ต่อไปใจเราจะเป็นกลาง เป็นกลางของมันเอง ถ้าเมื่อไรเรารู้สภาวะทั้งหลายด้วยจิตใจที่เป็นกลางไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นสภาวะทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง มันเป็นยังไงเรารู้ว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่เราไม่เข้าไปแทรกแซง
พระ พุทธเจ้าสอนไว้ว่า เพราะรู้ตามความเป็นจริงนะ เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว หลุดพ้นจากอะไร หลุดพ้นจากความยึดถือในกายในใจนี้ ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปด้วย เพราะความทุกข์นี้อาศัยอยู่ในกายในใจ
พวก เรารู้สึกมั้ย ความทุกข์ถ้าไม่อยู่ที่กายก็อยู่ที่ใจ ถ้าจิตของเราหลุดพ้นจากกายจากใจแล้วนะ ความทุกข์จะเข้ามาไม่ถึงจิตใจของเราอีกต่อไปแล้ว มีแต่จะร่วงหายไปเลย หลังจากนั้นเราจะมีชีวิตที่ รู้ ตื่น เบิกบาน ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องประคอง ไม่ต้องรักษา เคยได้ยินใช่มั้ยว่า การศึกษา นี่ต้องทำตลอดชีวิตใช่มั้ย การศึกษาต้องทำตลอดชีวิตเพราะวิทยาการทางโลกเนี่ยไม่มีที่สิ้นสุด แต่การศึกษาทางธรรมะนะ เมื่อไรที่เราพ้นจากความยึดถือกายยึดถือใจแล้วเนี่ย งานศึกษาของเราสำเร็จแล้ว
ผู้ที่เรียนสำเร็จแล้วเนี่ยคือพระอรหันต์ พระอรหันต์ถึงชื่อว่าพระอเสขะ อเสขะแปลว่าผู้ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไปแล้ว
เพราะ ฉะนั้นงานในทางศาสนาพุทธนะ ถ้าเราเรียนรู้จนแจ่มแจ้งว่า กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ใจมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ แล้วไม่ต้องเรียนอีกแล้ว ความทุกข์จะเข้ามาสู่ใจไม่ได้อีกแล้ว
ไม่ เหมือนการศึกษาทางโลกนะต้องศึกษาตลอดชีวิต นี่เป็นปรัชญาการศึกษาทางโลก ซึ่งมันก็จำเป็นสำหรับชาวโลกนะ เพราะโลกนี้ปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องตามเรียนรู้ให้ทันความปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ
ส่วนธรรมะเนี่ย เราเรียนจนเราพ้นจากความปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย ไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว เห็นมั้ยมันคนละชั้นกันนะ อย่าไปบอกอาจารย์นะเดี๋ยวอาจารย์จะเสียใจ
การศึกษาทางโลกไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษาทางธรรมะมีจุดที่สิ้นสุดนะ สิ้นสุดตรงที่ใจเราพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง
สรุปสิ่งที่พระที่ปฎิบัติดีทั้งหลายท่านสอนมาแบบคร่าวๆโดยสรุปนะครับ
สำหรับผู้สนใจฝึกตนเองและเริ่มปฎิบัติ จิตตภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา
1.เราต้องมีศีลรักษาศีล อย่างเคร่งครัดไม่ล่วงละเมิดศีลด้วยกาย วาจา ใจ ;ไม่ละเมิดเองและไม่ยินดีเมื่อได้พบเห็นผู้อื่นละเมิดแล้ว
2.ต้อง มีการฝึกสมาธิ; หรือที่เรียกว่าการปฎิบัติสมถะภาวนา
สมถะกรรมฐาน 40วิธี หลวงพ่อสอนศิษย์ส่วนใหญ่ไว้ คือภาวนาพระไตรสรณคมน์ จนจิตสงบเกิดสัมมาสมาธิ
(สำหรับผู้ที่สนใจในการปฎิบัติกรรมฐาน ที่ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านเคยแนะและวิธีทำสมาธิแบบที่ท่านเคยว่าไว้
๒.๑ บทอาราธนากรรมฐาน
อาราธนากรรมฐาน สวดมนต์ไหว้พระเสียก่อนนะครับแล้วก็เข้าสู่การภาวนา
เมื่อทำได้บ้างแล้วอธิษฐานบวชจิตยามที่เราพร้อมนะคะ
๒.๓.การบวชจิต-บวชใน
ภาวนาเสร็จแล้วก็แผ่เมตตากันนะครับโดยใช้บท สั้นว่า
"พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักรวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ"
หรือบทยาวคืิอบทกรวดน้ำใหญ่(บทอิมินา)
ถ้าใครสงสัยว่าบท พุทธัง อนันตัง ใช้ในการแผ่เมตตาได้อย่างไรลองอ่านกระทู้ด้านล่างได้ครับ
๒.๔.อย่าสับสนเรื่องบทสัพเพฯ และบทแผ่เมตตา
และศึกษาข้อธรรมท่านเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้าใจในคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ได้ที่
๓.เมื่อ จิตมีสมาธิก็เริ่มการเจริญวิปัสสนาโดยวิธีคือมีสติ สัมปชัญญะรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริงที่กำลังปรากฏในปัจจุบันด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง (คือรู้ตามความเป็นจริงในร่างกายจิตใจของเราเองซึ่ง ฐานทั้ง4 แบ่งได้ 4 หมวดใหญ่ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม)
วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ควรจะฝึกให้ได้ตลอด กลมกลืนกับชีวิต ไม่ใช่ว่าเวลานี้ฝึก เวลานี้ไม่ฝึก แต่มันก็โดนบั่นทอน…
คือ เราจะฝึกใช้ชีวิตได้ เราต้องรู้หลักของการปฏิบัตินะ หัดสังเกตสภาวะไปเรื่อย จนสติมันเกิดเองในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นนี่เราหัดสังเกตสภาวะธรรม คือหัดสังเกตความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ สังเกตความรู้สึกของเรา แต่ละขณะๆ ไม่เหมือนกัน คือจุดตั้งต้นนี่ อย่าไปภาวนาเพื่อให้ดี ให้สุข ให้สงบ แต่ภาวนาเพื่อหัดสังเกตสภาวะ ตั้งใจไว้อย่างนี้ ว่าเราจะหัดเรียนรู้จิตใจตัวเอง จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราก็รู้ จิตใจสงบเราก็รู้ เราคอยรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาดีนะ ไม่ได้เอาอะไรหรอก
แต่ว่าทางที่ดีมันต้องมีรูปแบบของการปฏิบัติไว้ ซักอันหนึ่ง เราจะหัดพุทโธก็ได้ หัดเดินจงกรมก็ได้ หรือจะดูท้องพองยุบก็ได้ อะไรก็ได้ซักอย่างหนึ่ง พอเราทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งแล้ว ให้เราคอยรู้ทันใจของเรา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
* ถ้าเราจงใจให้สติเกิด เรียกว่ามีโลภเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ
* หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ
* ดูอย่างไรถึงเกิดสติตัวจริง?
* ตามพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า
* ถ้ามีสติ จากไม่มีศีลก็มีศีล จากไม่มีสมาธิก็มีสมาธิ จากไม่มีปัญญาก็มีปัญญา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น