องค์พระศรีคเณศวรมหาคณาปะติ
พระพิฆเนศ เป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก
ไม่ว่าใน อินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ พระพิฆเนศ คือเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณเฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึงพร้อมด้วยความดีงาม สมควรแก่การสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะประกอบพิธี หรือทำกิจกรรมใด การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มการทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือแม้กระทั่งการบวงสรวงทำพิธีมงคลต่างๆ ฯลฯ ต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จึงจะเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จ ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ เชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของ พระศิวะ กับ พระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี
พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นาม
พระพิฆเนศทรงหนูบริวาร ชื่อ มุสิกะ
ชนพื้นเมืองของอินเดีย นอกจากจะมีลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อว่า หนู เป็นสัญลักษณ์ของความมืด
พระพิฆเนศทรงขี่หนู จึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ ที่ขจัดความมืดให้หมดสิ้นไป เป็นเทพเจ้าผู้ทรงขจัดอุปสรรคทั้งปวง เป็นเทพเจ้าแห่งความรอบรู้ ความฉลาด ความสำเร็จ เป็นเทพประจำเรือน ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ และคุ้มครองป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง จึงอาจกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล ก็ว่าได้
การนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทย พระพิฆเนศได้กลายเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ความศรัทธาเชื่อถือได้แพร่หลายสู่แผ่นดินสยาม ตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏเป็นรูปประติมากรรมพระพิฆเนศ ณ โบราณสถานหลายแห่ง เช่น ที่เมืองนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ลพบุรี นครราชสีมา ฯลฯ
พระพิฆเนศ ได้กลายเป็นมหาเทพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมากองค์หนึ่ง นับถือให้ท่านเป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, วิทยาลัยช่างศิลป และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รวมทั้งในพิธีเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร พิธีไหว้ครูของควาญช้าง พิธีครอบครูเรียนสรรพวิชาต่างๆ ฯลฯ ก็ต้องกล่าวบูชาพระพิฆเนศเสียก่อน จึงจะเป็นสิริมงคล และทำกิจการงาน หรือเล่าเรียนได้สำเร็จ
ดังนั้น การอธิษฐานขอพรใดๆ ที่ไม่เกินวาสนาบารมี ย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง พระองค์ย่อมประทานพรให้สมปรารถนาเสมอ เช่น ขอพรด้านการศึกษาเล่าเรียน ขอปัญญาความรู้ ขอตำแหน่งหน้าที่การงาน ขอด้านการเงินและความรัก ด้านปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย และแก้ไขปัญหาต่างๆ ขอให้ทุกอย่างประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะสำเร็จมากน้อยหรือไม่ประการใดนั้น ขึ้นอยู่กับบุญกุศลบารมีของแต่ละคน ที่ย่อมมีไม่เท่ากัน
กำเนิดพระพิฆเนศวร
คัมภีร์ปราณะได้บันทึกไว้ช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 1 กล่าวถึงการกำเนิดพระพิฆเนศในฐานะเทพ และโอรสของพระแม่อุมาเทวีกับพระศิวะเทพ โดยแต่ละตำนานได้กล่าวไว้แตกต่างกัน ดังนี้
ตำนานที่หนึ่ง ปราบอสูรและรากษส
เมื่ออสูรและรากษส ทำการบวงสรวงพระศิวะเพื่อขอพรต่อพระองค์จนได้รับพร สมประสงค์ ต่อเมื่อได้ใจกลับรุกรานเหล่าเทวดาให้ได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว จนความถึงพระอินทร์จึงจำต้องพาเหล่าเทวดาทั่งหลายไปขอเข้าเฝ้าพระศิวะเจ้า เพื่อขอให้ทรงหนหนทางหรือผู้ที่จะปราบเหล่าอสูรและรากษสใจพาลเหล่านั้น เมื่อได้ฟังคำร้องทุกข์จากเหล่าเทวดาแล้ว พระศิวะจึงทรงแบ่งกายเป็นบุรุษรูปงามซึ่งจะไปถือกำเนิดในครรภ์ของพระอุมาเทวี เมื่อถึงเวลากำเนิดแล้ว พระองค์จึงทรงให้พระนามว่าพระวิฆเนศวรเพื่อทำหน้าที่ปราบอสูรและรากษสทั้งหลาย เมื่อเสร็จสิ้นการปราบอสูรแล้ว พระองค์จึงทรงมอบหมายให้พระวิฆเนศวรทรงเป็นผู้ขัดขวาง และป้องกันเหล่าผู้มีจิตใจพาลต่างๆ ที่จะมาขอพรจากพระศิวะเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมทึ้งเป็นผู้คัดสรรเหล่าเทวดาและมนุษย์ผู้ทำกรรมดีและช่วยเหลือให้ค้นพบกับความสำเร็จ จากการขอพรต่อพระศิวะต่อไป
ตำนานที่สอง พระปารวตี (พระแม่อุมาเทวี) ปั้นเหงื่อไหลให้เป็นพระบุตร
เมื่อคราวที่พระปารวตีสรงน้ำอยู่ในอุทยาน พระองค์ทรงนำเหงื่อไคลของพระองค์มาปั้นเป็นหุ่นเทวบุตรรูปงาม และทรงใช้เวทย์มนต์เพื่อให้หุ่นนั้นมีชีวิตขึ้นมา จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้เทวบุตรออกไปเฝ้ายังด้านหน้าประตูทางเข้าอุทยาน โดยได้รับสั่งว่าห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาโดยเด็ดขาด เหตุการณ์เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดทุกครั้งที่พระแม่อุมาทรงสรงน้ำ ณ อุทยานแห่งนี้ จนกระทั่งเมื่อถึงวันกำหนดเสด็จกลับของพระศิวะ และเมื่อทั้งสองพระองค์พบกันในคราแรกต่างก็จะเข้าไปในอุทยาน อีกฝ่ายก็ปกป้องมิให้ผู้ใดย่างกายเข้าในอุทยานได้ด้วยเทวบุตรทรงได้รับคำสั่งของพระอุมา ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงละเมิดเข้าไปยังสถานที่สรงน้ำแห่งนี้ เมื่อเป็นดั่งนั้นพระศิวะจึงทรงสั่งให้บริวารเข้าต่อสู้และได้สังหารเทวบุตร (แต่ในบางคัมภีร์ก็ว่าพระศิวะทรงใช้ตรีศูลตัดเศียรเทวบุตรนั้น บ้างก็ว่าพระวิษณุทรงใช้จักรตัดเศียร)
เมื่อพระปารวตีทรงพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงโกรธและโมโหพระสวามียิ่ง จนถึงกับทำศึกใหญ่ระหว่างทั้งสองพระองค์ ร้อนถึงพระฤาษีนารอด (นารท) ต้องออกรับหน้าเจรจาศึกในครานี้ โดยพระปราวตีได้กล่าวให้พระศิวะผู้สวามีต้องหาหนทางให้เทวบุตรฟื้นชีวิตจึงจะยอมสงบศึกให้
พระศิวะจึงทรงมีคำสั่งให้เทวดาผู้เป็นบริวารเดินทางไปทิศเหนือ และให้ตัดศรีษะของสิ่งมีชีวิตแรกที่พบเพื่อนำมาต่อให้กับเทวบุตรผู้เป็นโอรส ไม่นานนักเทวดาก็เดินทางกลับมาพร้อมกับนำเศียรช้าง (มีงาเดียว) เพื่อมาต่อให้พระโอรส ซึ่งต่อมาจึงทรงตั้งพระนามใหม่ คือ คชานนะ (มีหน้าเป็นช้าง) และเอกทันต (ผู้มีงาเดียว) เมื่อได้ชุบชีวิตฟื้นแล้วพระปราวตีจึงทรงเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ทั้งสองพระองค์ได้ฟังว่าทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระบิดาและพระโอรส ซึ่งฝ่ายโอรสได้ฟังดังนั้นถึงกลับหมอบกราบขออภัยโทษเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตน พระศิวะทรงพอพระทัยยิ่งนัก ถึงกับประทานพรให้พระโอรสให้เป็นผู้มีอำนาจเหนือเหล่าภูตผีทั้งปวง และทรงแต่งตั้งให้เป็น คณปติ ผู้เป็นใหญ่ในที่สุด
ตำนานที่สาม ขวางคนชั่วที่ต้องการล้างบาป ณ เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวร
ตำนานกล่าวถึงว่าพระปารวตีได้ทรงนำน้ำที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมเหงื่อไคล ปั้นเป็นเทวบุตรรูปเป็นมนุษย์แต่มีเศียรเป็นช้าง จากนั้นจึงนำน้ำจากพระคงคามาประพรมเพื่อให้มีชีวิตขึ้นมา โดยมีพระประสงค์ให้ไปขัดขวางคนชั่วที่จะไปบูชาศิวลึงค์ เพราะหวังที่จะล้างบาปตนเอง ณ เทวาลัยโสมนาถ และเทวาลัยโสมีศวร เพื่อไม่ให้ตนตกขุมนรก
จากเรื่องเล่านี้ ทำให้ชาวฮินดูทั้งหลายนิยมนำรูปปั้นพระพิฆเนศมาจุ่มน้ำ ณ วัดคเนศจาตุรถี หรือบางครั้งก็จะนำเทวรูปเล็กๆ นำไปทิ้งตามแม่น้ำคงคาด้วยความเชื่อที่ว่า น้ำจากแม่น้ำคงคาจะทำให้พระคเณศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง
ตำนานที่สี่ พระกฤษณะอวตาร
เล่าไว้ว่าเมื่อครั้งพระปารวตียังไม่มีโอรส พระศิวะเทพผู้สวามีจึงให้คำแนะนำว่าให้จัดทำพิธีปันยากพรต (การบูชาพระวิษณุเทพในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนมาฆะ) โดยใช้เวลาในการทำพิธีตลอด 1 ปี ซึ่งหากทำโดยตลอดจนครบก็จะประสบความสำเร็จในการขอบุตร ซึ่งพระกฤษณะจะอวตารมาจุติ ต่อเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามคำของพระศิวะเทพแล้ว เหล่าเทพเทวดาทั้งหลายก็ได้มาร่วมอวยพรกับการถือกำเนิดของพระโอรสพระองค์นี้ รวมถึงเทพศนิ (พระเสาร์) ก็เข้ามาร่วมพิธีอวยพรด้วย ซึ่งพระศนิพระองค์นี้มีเรื่องกล่าวไว้ว่า เมื่อพระองค์ทรงเพ่งมองสิ่งใดมักจะเกิดไฟเผาผลาญสิ่งนั้นๆ จนหมดสิ้นไป
ในคราวเข้าร่วมพิธีอวยพร พระศนิก็ทรงได้ชื่นชมพระโอรส จนเผลอตนเพ่งมองพระโอรสจนเศียรของพระกุมารหลุดกระเด็นไปยังโคโลก (ที่ประทับพระกฤษณะ) พระศิวะจึงมีบัญชาให้พระวิษณุออกตามหาเศียรพระโอรส แต่ก็ไม่ทรงพบต่อมาเมื่อผ่านแม่น้ำบุษปภัทร พระวิษณุทรงแลเห็นช้างนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ จึงตัดเศียรช้างนั้นนำกลับมาต่อให้พระโอรส
ตำนานที่ห้า พระศิวะ-พระปารวตีแปลงเป็นช้าง
คราหนึ่งพระศิวะและพระปารวตีได้เสด็จไปยังภูเขาหิมาลัย ได้แลเห็นช้างกำลังสมสู่กัน จึงบังเกิดความใคร่ จากนั้นจึงทรงแปลงกายเป็นช้างและสมสู่กันจนเกิดพระโอรส นามพระพิฆเนศ
ตำนานที่หก พระวิษณุเทพ เปล่งวาจากสิทธิ์ในพิธีโสกันต์
จากที่พระศิวะและพระปารวตีทรงจัดพิธีโสกันต์ให้กับพระโอรสในพิธีฤกษ์คือ วันอังคารจึงได้แจ้งเชิญเทพทั้งหลายทั้งมวลมาเป็นสักขีพยาน แต่คงยังขาดเพียงองค์วิษณุเทพที่ทรงอยู่ระหว่างบรรทม จนเมื่อใกล้เวลาอันเป็นมงคล พระศิวะเทพจึงทรงให้พระอินทร์นำสังข์ไปเป่าเพื่อปลุกให้พระวิษณุเทพตื่นจากบรรทม เมื่อพระวิษณุเทพทรงตืนจากบรรทมด้วยเสียงดังของสังข์ จึงทำให้พระวิษณุเทพพลั่งโอษฐ์ออกไปว่า "ไอ้ลูกหัวขาดจะนอนให้สบายก็ไม่ได้" เพียงวาจานี้ถึงกลับทำให้เศียรของพระโอรสหายไปในทันที เหล่าเทพทั้งหลายเมื่อเห็นดังนี้แล้วจึงปรึกษากันว่า วันอังคารถือเป็นฤกษ์ไม่ดีขอห้ามทำพิธีการมงคลใดๆ ทั้งมวล กลับถึงเรื่อง พระเศียรของโอรสพระศิวะเทพจึงมีบัญชาให้พระวิษณุกรรมไปตัดหัวมนุษย์ที่เพิ่งสิ้นชีวิต ณ ทิศตะวันตก แล้วนำกลับมาโดยเร็ว แต่ในวันนั้นหาได้มีมนุษย์ผู้ใดสิ้นอายุขัยลง พระวิษณุกรรมแลเห็นเพียงช้างพลายงาเดียวเท่านั้นที่สิ้นชีวิตลง จึงตัดหัวช้างพลายตัวนั้นกลับมาถวายพระศิวะเทพ
ในช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธกำลังเติบโตในอินเดีย มีเรื่องเล่ากล่าวในตอนนี้ว่า เมื่อเทวดานำหัวช้างมาต่อแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้พระโอรสฟื้นชีวิตได้ พระศิวะเทพจึงต้องให้พระวิษณุเทพไปทูลเชิญเสด็จพระศิริมานนท์อรหันต์ ให้โปรดเสด็จมาสวดพระคาถาชินบัญชรจนสำเร็จทำให้พระโอรสฟื้นชีวิต
หรือบ้างก็กล่าวว่าในพิธีโสกัณต์ พระราหูได้เตือนพระศิวะแล้วว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จึงควรทูลเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย แต่พระศิวะเทพก็หารับฟังไม่ บ้างก็ว่าพระอังคารไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีจึงโกรธแค้น และได้ลอบตัดเศียรพระโอรสไปโยนทิ้งทะเล
อวตารของพระคเณศที่สำคัญมี 8 ปาง มีชื่อต่างๆ กัน แต่เนื้อเรื่องพื้นฐานคล้ายๆ กัน ทำนองว่ามีอสูรถือกำเนิดขึ้นในโอกาสหนึ่งๆ อสูรนั้นต้องการไปยึดทั้งสามโลก เทวดาทั้งหลายจะพึ่งใครไม่ได้จึงต้องบูชาพระคเณศให้ไปปราบอสูรนั้น โดยมากอสูรได้เห็นเทวอำนาจก็จะกลัว ยอมกลับตัวกลับใจเป็นสาวก และคืนโลกทั้งสามที่ยึดมาได้เสีย
แต่ก็มีอสูรบางตนที่ถูกประหารเพราะได้ทำผิดอย่างร้ายแรง ทั้งนี้จะกล่าวถึงแต่ละปางซึ่งมีเนื้อเรื่องคล้ายกัน เอาเฉพาะส่วนที่ต่างกันดังนี้
1. วักระตุณฑะ (Vakratunda)
ปราบอสูรชื่อ มัตสระ ปางนี้ไม่กล่าวถึงกำเนิด ทราบแต่อสูรนั้นบำเพ็ญตบะจนได้รับพรจากพระศิวะแล้วยึดทั้งสามโลก พระเป็นเจ้าทั้งสามก็ไม่ทรงขัดขวาง เพราะไม่ประสงค์ให้เสียวาจาแห่งพระศิวะ มัตสระก็ได้ใจกำเริบทำเรื่องไม่ดีงามต่างๆ ต่อเมื่อพบกับพระพิฆเณศในอวตารของ วักระตุณฑะ ที่มีร่างกายใหญ่โตมากๆ ประทับอยู่บน มุสิกะ (หนูบริวาร) ก็เกิดกลัว ไม่ทันได้สู้ก็ยอมศิโรราบ แต่ก่อนหน้านั้นก็เสียอสูรบริวารทั้งหมด รวมทั้งลูกอีกสองตนชื่อ สุรทระปรียะ และ วิษยะปรียะ เมื่อยอมแพ้แล้ว จึงได้เข้าไปรวมอยู่ในคณะของพระพิฆเนศ
2. เอกทันตะ (Ekadanta)
ปราบอสูร มะทะ อสูรนี้เกิดโดยฤๅษีไจวะนะสร้างขึ้น ได้รับพรจากพระแม่ทุรคาจนยึดได้สามโลก พระโอรสของพระพรหมชื่อ สนัตกุมาร ได้กล่าวแก่เทวดทั้งหลายว่ามีเพียงพระพิฆเณศองค์เดียวที่จะทรงแก้ไขเรื่องนี้ได้ เมื่อพระพิฆเณศในอวตารของ เอกทันตะ ได้ปรากฎพระองค์แล้ว มะทะส่งทูตมาสืบความ เอกทันตะก็ฝากทูตนั้นไปบอกเจ้านายของตนว่า พระองค์มีหน้าที่รักษาผู้ประพฤติธรรม ผู้ที่ไม่ปฏิบัติในทางธรรม พระองค์ก็มีหน้าที่ทำลายเขา มะทะฟังแล้วโมโหเตรียมต่อสู้ ถูกพระพิฆเณศยิงด้วยศรชื่อ ปรสุ ลูกศรปักกลางอกสิ้นสติไป จนฟื้นแล้วลูกศรก็ลอยกลับไปหาพระพิฆเณศ เกิดพิจารณาว่าเอกทันตะนี้เป็นปรมาตมันโดยแท้ จึงยอมกลับใจและเป็นสาวกอีกองค์หนึ่ง
3. ปุระณานันทะ มโหทระ (Puranananda Mahodra)
ปราบอสูร ยานาริ ลูกของ อสูรทุรพุทธิ ที่ผูกใจเจ็บจะหาโอกาสแก้แค้นแทนพ่อซึ่งถูกพระคเณศสังหาร แต่ลูกของอสูรยานารินั้นเองชื่อ สุโพธะ กลับเป็นสาวกและบูชาพระคเณศในปางนี้ ซึ่งอวตารมาเป็นพระโอรสพระลักษมี มีชื่อว่า ปุระณานันท์มโหทระ ยานาริพยายามบังคับลูกให้เลิกบูชาพระคเณศก็ไมยอมเลิก จึงท้าว่า มโหทระที่เป็นที่พื่งของลูกตนนั้นอยู่ไหน จะได้ทดลองกำลังกัน สุโพธะก็บอกว่า มโหทระนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ยานาริก็โกรธ ยกดาบจะฟันคอลูก มโหทระก็ปรากฏขึ้นบนมุสิกะ แล้วใช้เทพศาสตราวุธฟันศีรษะยานาริแยกออกถึงแก่ความตาย
4. คชนานะ (Gajananda)
ปราบ โลภาสูร ซึ่งถือกำเนิดจากความโลภของ พระกุเวร เมื่อเข้าเฝ้าพระแม่อุมาที่ไกรลาส และได้เห็นพระแม่แต่งองค์ด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ มากมาย โลภาสูรบำเพ็ญตบะได้พรจากพระศิวะก็ยึดสามโลก แล้วกำเริบถึงกับยึดไกรลาสจากพระศิวะเสียด้วย แต่เมื่อโลภาสูรได้ยินชื่อ คชนันท์ ยังไม่ทันได้ต่อสู้ ก็ไปปรึกษา พระศุกราจารย์ เสียก่อน รู้ว่าสู้ไม่ได้แน่ๆ จึงยอมสวามิภักดิ์
5. ลัมโพทระ (Lambodra)
ปราบ โกรธาสูร ซึ่งถือกำเนิดจากความลุ่มหลงของ พระศิวะ ยามเมื่อเห็นร่างแปลงของพระวิษณุเป็นเด็กสาวสวยอายุเพียง 16 โกรธาสูรได้พรจากสุริยเทพ จนยึดได้ทั้งสามโลก รวมทั้งไกรลาสและสุริยโลกด้วย จนในที่สุดได้ยกกองทัพเข้าปะทะกับ ลัมโพทระ ได้สูญเสียอสูรบริวารที่เก่งกาจจนหมด ลัมโพทระกล่าวว่า พระนาภีของพระองค์นั้นเป็นที่อาศัยแห่งโลกต่างๆ โลกทั้งหลายเกิดจากพระนาภีนั้น และเมื่อสิ้นสุดก็จะกลับเข้าไป โกรธาสูรได้พิจารณาว่าเป็นความจริงก็ยอมสวามิภักดิ์
6. วิกฏะ (Vikata)
ปราบ กามาสูร อันเกิดจากความลุ่มหลงแห่งองค์ พระวิษณุมหาเทพ ต่อพระแม่ วฤนทา ได้ยึดเทวโลก มหามุนีมุทคละ บอกทวยเทพทั้งหลายให้บูชาพระพิฆเนศวร จนปรากฏพระองค์โดยมีพาหนะคือนกยูง กามาสูรรู้สืกถึงเทวอำนาจก็กึ่งกลัวกึ่งกล้า ทำใจดีสู้เสือยกพลเที่ยวสังหารทวยเทพ มุนีและฤๅษีเรื่อยไปจนพบ วิกฏะ วิกฏะกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลและทำลายโลกต่าง ๆ ถ้าต้องการรู้จักพระองค์ก็ให้ไปถามพระศุกราจารย์ กามาสูรฟาดด้วยเท่าแต่ทำอะไรไม่ได้ ตนเองกลับสลบไปและพอตื่นขึ้นมาก็เจ็บไปทั้งตัว จึงพิจารณาว่า ขนาดพระองค์อยู่เฉยๆ ยังไม่ทรงใช้เทพศาสตราวุธใดๆ ตนยังพ่ายแพ้ถึงเพียงนี้ จึงยอมแพ้และกลับใจแต่โดยดี
7. วิฆนราชา (VignaRaja)
ปราบ มมตาสูร ซึ่งถือกำเนิดจากเสียงหัวเราะของ พระแม่อุมา พระอุมาก็ให้ไปบูชาพระพิฆเนศวร แต่ยังไม่ทันจะไปถึงก็พบอสูรตนหนึ่งชื่อ คัมพลสูร และเปลี่ยนใจไปบำเพ็ญตบะกับคัมพลสูร จนสำเร็จแล้วจึงบำเพ็ญตบะขอพรองค์พระพิฆเณศวรเป็นเวลาหลายพันปี ได้รับพรให้เป็นอมตะ และไม่มีอาวุธใดจะสังหารได้ ก็พิชิตทั้งสามโลก จนทวยเทพต้องบูชา พระวิฆนราช มาช่วย
ครั้งแรกพระวิฆนราชให้พระนารทมุนีไปเกลี้ยกล่อมมมตาสูรก่อน ปรากฏว่าทั้งพระนารทหรือแม้แต่พระศุกราจารย์เกลี้ยกล่อมเองมมตาสูรยังไม่ยอมเชื่อ ยกกองทัพอสูรมาจะต่อสู้กับวิฆนราช วิฆนราชเห็นว่าพวกอสูรส่วนมากไม่ได้ตั้งใจทำผิด แต่รับคำสั่งมาแล้วก็ต้องถูกลงโทษด้วย จึงเอาดอกบัวปาไปทางอสูรทั้งหมดรวมทั้งมมตาสูรสลบไป มมตาสูรฟื้นก่อนคนอื่นเห็นดอกบัวนั้นลอยอยู่กลางอากาศ ได้พิจารณาว่าทรงส่งดอกบัวมาดอกหนึ่งยังมีอำนาจถึงเพียงนี้ ก็กลับใจยอมสวามิภักดิ์ แล้วนิสัยของมมตาสูรก็เปลี่ยนเป็นดี
8. ธูมระ วรรณา (Dhumaravarna)
ปราบ อหัมอสูร ซึ่งถือกำเนิดจากเสียงจามของ พระสุริยเทพ ซึ่งอยู่ในภาวะโอหัง เพราะพระพรหมทรงแต่งตั้งให้ทรงตัดสินกรรมของเทวะแต่ละองค์ ได้บำเพ็ญตบะถึงพันปีแล้วขอพรจากพระคเณศสองข้อ คือ ต้องการอะไรพระคเณศต้องให้ตามนั้นและต้องสำเร็จทั้งนั้น อีกข้อคือขอให้มีอิทธิฤทธิ์และครอบครองทั้งจัวรวาล ก็ได้ตามนั้นทุกอย่าง ก็กลับโลกอสูร ได้ชายาชื่อ รูปวตี และได้ลูกสองตน จึงไปพิชิตสามโลก และฉุดคร่าหญิงสาวสวยๆ ในโลกเหล่านั้นมาด้วย จนทวยเทพบูชาพระคเนศ และปรากฏพระองค์มีสีกายเหมือนเมฆหรือควัน จึงมีพระนามว่า ธูมรวรรณ
ตอนแรกธูมรวรรณไปเข้าฝันอหัมอสูรก่อน บอกให้กลับตัวกลับใจเสีย อหัมอสูรก็กลัว แต่บริวารยุเลยเลิกกลัวและยิ่งทำชั่วเพิ่มขึ้น พระคเณศจึงใช้ปาศะขว้างออกไป เกิดแตกแยกออกเป็นพันๆ เส้นลอยไปทั่ว พบอสูรที่ไหนก็รัดคอตายไปนับแสนตน อหัมอสูรส่งลูกชื่อ ครรวะ ไปต่อสู้กับปาศะที่ลอยมา ครรวะก็ถูกปาศะนั้นสังหารเสีย อหัมอสูรต้องไปหาพระศุกราจารย์แล้วจึงยอมกลับใจ พาพวกอสูรไปสวามิภักดิ พระคเณศจึงทรงมีรับสั่งว่าให้เป็นสาวกตนหนึ่ง มีหน้าที่อารักขากิจการของผู้ที่ได้บูชาพระองค์
เมื่อครั้งพระพิฆเนศถือกำเนิดขึ้น มหาเทพชั้นผู้ใหญ่ทุกพระองค์ก็ได้มาประชุมกัน ณ. เขาไกรลาส เพื่อมาประทานพรแด่องค์พระพิฆเนศวร ซึ่งการถวายพระพรนี้เองทำให้องค์พระพิฆเณศมีคุณสมบัติที่เป็นอเนกประการ
พรที่พระคเณศได้รับจากมหาเทพ มีดังต่อไปนี้
พระพรหม ประทานพรว่า "พระคเณศ ขอให้นามของเจ้า จงเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งจักรวาล และขอให้เจ้าจงอยู่ในลำดับแรกของการทำหน้าที่ทั้งหลาย และได้รับการกราบไหว้บูชาจากเทพเทวะทั้งปวง"
พระธรรม ประทานพรว่า "พระโอรสแห่งพระแม่ปารวตี ขอให้พระองค์ทรงเป็นที่รวมแห่งธรรมะ และคุณงามความดีทั้งหมด ขอให้พระองค์ทรงรอบรู้ในศาสตร์ และศิลป์ทั้งปวง และทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ทรงเป็นผู้ให้การปกป้องคุ้มครอง แก่บริวาร ผู้เคารพบูชาพระองค์ตลอดกาล"
พระลักษมี ประทานพรว่า "พระคเณศ ที่แห่งใดได้ถวายการบวงสรวงบูชาพระองค์ พร้อมด้วยการท่องสวดภาวนามนต์ ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ให้ความร่ำรวยและโชคลาภแก่พวกเขา และขอให้พระองค์ทรงมีคู่ครองที่ดี"
พระสรัสวตี ประทานพรว่า "พระคเณศ ด้วยพลังอำนาจแห่งความรู้ทั้งหมด ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ ทรงมีความจำเป็นเลิศ และขอทรงเป็นผู้ที่มีวิจารณญานสำหรับเหตุการณ์ทั้งหลายเป็นอย่างดี และยุติธรรม"
พระคายะตรี ประทานพรว่า "พระคเณศ ข้าเป็นมารดาแห่งพระเวททั้งหมด ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ ทรงเป็นมหาเทพเหนือบรรดาผู้รู้ในพระเวททั้งหลาย"
พระหิมาลัย ประทานพรว่า "พระคเณศหลานรัก ขอให้เจ้ามีรัศมีสุกสว่างเหมือนดังพระกฤษณะ ด้วยการทำสมาธิมั่นในพระองค์"
พระเมนคำ (ชายาพระหิมาลัย) ประทานพรว่า "พระคเณศ ข้าพเจ้าขอให้พรแก่พระองค์ ขอให้ทรงมีน้ำพระทัยเมตตาเหมือนข้าพเจ้า ขอให้ทรงเป็นผู้ขจัดอุปสรรค์ทั้งหลายทั้งปวง และทรงเป็นผู้สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่จักรวาล"
ท้ายที่สุด พระนางอุมาปราวตี ในฐานะพระมารดาได้ประทานพรว่า "ลูกรัก ขอให้เจ้าจงเป็นใหญ่เหนือนักพรตทั้งหลาย เป็นพระผู้ประทานอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ มีความรู้เป็นเลิศและเป็นศูนย์กลางแห่งพรอันยิ่งใหญ่ทั้งหมด ขอให้เจ้าเป็นอมตะ มีทรัพย์มหาศาล และเป็นเทพแห่งความรู้ ความฉลาด และความสำเร็จทั้งปวง"
จะเห็นได้ว่าพรที่พระมหาศรีคเณศได้รับนั้น เป็นเสมือนคุณสมบัติของเทพแต่ละพระองค์ที่มาประทานพร ดังนั้นพระพิฆเนศจึงเป็นมหาเทพที่รวบรวมเอาความศุภมงคล และพรอันประเสริฐจากมหาเทพทั้งปวงไว้ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว
การเตรียมการสักการะพระพิฆเนศ
การสักการบูชาขอพร พระพิฆเนศ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอาชีพใด ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ก็สามารถขอพรจากพระองค์ท่านได้ไม่จำกัด เพราะท่านเป็นมหาเทพที่ใจดี มีปัญญาลึกล้ำ แก้ไขปัญหาได้เก่ง จนได้รับการขนานนามให้เป็น "เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ"
วิธีบูชาพระพิฆเนศ วันที่เริ่มต้นครั้งแรกควรเริ่มบูชาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี เพื่อถวายตัวเป็นผู้ศรัทธา หรือลูกศิษย์ของพระพิฆเนศ วันต่อไปให้สักการะตามปกติ จะเป็นฤกษ์ยามใดถือเป็นมงคลทั้งสิ้น ของที่ใช้ในการสักการบูชาได้แก่ น้ำสะอาด นม น้ำมะพร้าว แต่ถ้ามีเครื่องสังเวยควรใช้ผลไม้และขนมต่างๆ เช่น อ้อย กล้วยสุก มะพร้าว ... เลือกถวายได้ตามศรัทธา และกำลังทรัพย์ แต่ถ้าสามารถถวายได้ทุกวันก็จะเป็นการดี
วันและเดือนที่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศ หลังจากที่ถวายตัวเป็นผู้ศรัทธาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดีแล้ว ก็สามารถบูชาได้ทุกวัน ทุกเดือน โปรดเข้าใจไว้ว่าไม่มีวันใดที่ไม่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศเลย ผู้ศรัทธาสามารถกราบไหว้ สักการะบูชาองค์พระพิฆเนศได้ทุกวัน ทุกเดือน และขอพรได้ตลอดเวลา
เครื่องสังเวยพระพิฆเนศ ห้ามใช้เนื้อสัตว์ทุกชนิด (สามารถใช้ขนมที่มีส่วนผสมของไข่ได้บ้าง แต่ถ้าเลือกได้ก็ควรเลี่ยง) ให้ถวายผลไม้ที่สุกแล้วเป็นหลัก อ้อย น้ำอ้อย นมวัว ขนมโมทกะ (หรือ ขนมต้มแดง ต้มขาว ของไทย) หรือขนมหวานลาดูป (ชาวอินเดียนิยมถวาย) ตลอดจนข้าวสาร เกลือ พืช ผัก งา สมุนไพร ธัญพืชและเครื่องเทศทุกชนิด ก็สามารถใช้ถวายได้
ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ
1. จุดเทียน หรือตะเกียงน้ำมัน ธูปหอม กำยาน ฯลฯ ต่อหน้าเทวรูป หรือ รูปภาพพระพิฆเณศ
2. ถวายเครื่องบูชาสักการะ
3. กล่าวคำบูชาพระพิฆเนศ ด้วยบทสวดมนต์และบทสรรเสริญต่างๆ (อ่านได้จากหน้าแรก)
4. ท่องพระนาม, เปิดเพลงถวาย, ทำสมาธิ ฯลฯ
6. แผ่เมตตา ขอความสันติและสงบสุข เป็นอันเสร็จพิธี
การประดิษฐานพระพิฆเนศ และเทวรูปองค์อื่นๆ เน้นที่ความสวยงาม ความสะดวกและเหมาะสมเป็นหลัก เรื่องทิศทางถือว่าเป็นรอง ส่วนใหญ่จะเน้นทางทิศตะวันออก หรือทิศอื่นๆ ก็ได้ ยกเว้นทิศตะวันตก แต่ที่สำคัญควรแยกที่บูชาเป็นเอกเทศต่างหาก ไม่ปะปนกับหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป หรือพระเกจิอาจารย์
คาถาสวดบูชาพระพิฆเนศ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ "โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา" จากนั้นให้กล่าวคำอธิษฐานขอพรเป็นภาษาไทย สำหรับผู้เริ่มต้นบูชา ควรใช้มนต์บทนี้ ซึ่งสั้นกระชับและจำง่าย (ยังมีมนต์บทอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อย สามารถหาอ่านได้จากลิงก์หน้าแรก)
การบูชาพระพิฆเณศนั้น นับเนื่องในอานิสงส์สำคัญหลายประการด้วย หากเป็นผู้ที่ศึกษาฮินดูแท้ๆ การบูชาพระพิฆเณศย่อมเป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดบรรลุธรรมตามหลักโมกษะนั่นแล ด้วยว่า พระพิฆเณศแท้ที่จริงย่อมเป็นพลังงานบริสุทธิ์ พลังแห่งปัญญาอันพิสุทธิ์ การเข้าถึงพระพิฆเณศในแง่แห่งความสูงสุดทางจิตวิญญาณจึงหมายถึง การชำระมลทินภายในจิตใจให้สิ้นไป คงเหลือแต่สภาพจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตแท้ดังเดิม เพื่อก้าวไปสู่การรวมเป็นหนึ่งกับพระเป็นเจ้า
2. อานิสงส์ประการต่อมาคือ การบูชาพระพิฆเณศเพื่อปัญญาและการหยั่งรู้ พระพิฆเณศตามตำนานเป็นเทพแห่งปัญญาโดยชัดเจน จากเรื่องราวการเดินทางรอบโลกแข่งกันระหว่างพระพิฆเณศกับพระขันธกุมาร ทันทีที่พระอิศวรบัญชาว่าใครเดินทางรอบโลกครบ 7 รอบก่อนจะให้ผลมะม่วงแก่ผู้นั้น เมื่อพระขันธกุมารทรงนกยูงออกไปก่อน ในขณะที่พระพิฆเณศเลือกการทักษิณาวัตรพระอิศวรและพระอุมาซึ่งมีฐานะเป็นบิดามารดาของตนแล้วกล่าวตามเนื้อหาพระคัมภีร์ว่า ผู้ใดที่ทักษิณาวัตรบิดามารดาของตนเอง ย่อมเท่ากับผู้นั้นได้เวียนรอบโลก เพราะว่าคุณของบิดามารดายิ่งใหญ่กว่าแผ่นดิน นี่คือการชี้คุณลักษณะพิเศษของปัญญา
ไม่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ปัญญาญาณของพระพิฆเณศยังกล่าวไว้ในเรื่องการเขียนมหาภารตะว่า พระฤาษีวยาสเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวนี้แก่พระพิฆเนศขอให้เป็นผู้เขียน ในการเขียนนั้นพระพิฆเณศกล่าวว่าอย่าให้สะดุด ต้องบอกกล่าวทีเดียวให้จบ พระฤๅษีก็แก้ว่าย่อมได้ แต่ตนจะใช้โศลกที่เข้าใจยาก เป็นปรัชญาลึกซึ้ง ต้องตีความหมายก่อนเขียน และหากพระพิฆเนศไม่เข้าใจตรงไหนก็ให้หยุดถาม ทั้งนี้ พระฤาษีเองจะได้พักเหนื่อยด้วย แสดงว่าความสามารถในการเขียน การจำ ของพระพิฆเนศนั้นนับว่าเป็นยอด ด้วยเหตนี้ ผู้ที่นับถือพระพิฆเณศและหมั่นพิจารณา ในคุณข้อนี้ย่อมเป็นผู้ได้มาซึ่งปัญญาแห่งเทวะ ประกอบด้วยคุณความดี คึอ ความกตัญญูต่อบิดามารดา และจากเนื้อเรื่องที่กล่าวมา พระพิฆเนศยังถือว่าเป็นเทพแห่งการเขียนอ่าน ซึ่งก็คือปัญญา ดังนั้น นักเรียนนักศึกษาทั้งหลายจืงควรให้ความนับถือพระพิฆเณศเป็นพิเศษ
การนับถือพระพิฆเนศ เพื่ออานิสงค์เรื่องปัญญาความรู้นั้น ควรที่ต้องรับถือควบคู่กับ พระแม่สรัสวดี เทวีแห่งปัญญา พรหมจรรย์ และความบริสุทธิ์ ทั้งพระนางยังเป็นเทวีแห่งศิลปวิทยาการอีกด้วย การนับถือคตินี้ จะเห็นได้ชัดจากภาพมี 3 เทพประทับอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นไตรภาคีระหว่าง พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวดี ผู้ใดประสงค์ความมีปัญญา ประกอบด้วยความสำเร็จ ความร่ำรวย ความฉลาด ก็หารูปภาพเหล่านี้มาบูชาเอาเถิด (ในลักษณะตรีเทวะ หรือ ไตรภาคี หรือ ตรีเอกานุภาพ เช่น พระตรีมูรติ ก็เป็นตรีเอกานุภาพ)
3. ถัดจากเรื่องปัญญา การบูชาพระพิฆเนศที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจแห่งการขจัดอุปสรรค ดังที่กล่าวมา พระพิฆเนศคืออำนาจแห่งอุปสรรคและเป็นอำนาจแห่งการขจัดอุปสรรคด้วยในตัว ดังนั้น ผู้ที่บูชาพระองค์ย่อมทำกิจการงานราบรื่นหรือหากมีอุปสรรคอันใด พระองค์ท่านย่อมบำราศเสียซึ่งอุปสรรคนั้นๆ
4. เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ด้วยว่าศีรษะช้างของพระพิฆเนศนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ช้างหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความยิ่งใหญ่ สิริมงคล ด้วยเหตุนี้ พระพิฆเณศจึงเป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในพระหัตถ์ของพระพิฆเนศนั้นมักถือขนมโมทกะอยู่ตลอดเวลา อันเป็นสื่อถึงอาหารการกินที่พร้อมเสมอ หมายความว่า พระองค์จะประทานความอิ่มหนำสำราญแก่ผู้บูชาพระองค์ ความอุดมสมบูรณ์จึงพึงบังเกิดแก่บุคคลนั้นไม่รู้สิ้น ชีวิตของผู้ที่มีพระองค์เป็นสรณะจะหอมหวานอยู่เสมอ
5. เป็นผู้ป้องกันภูติผีปีศาจและคุณไสยมนต์ดำทั้งปวง จากคติเรื่องพระพิฆเณศเป็นยมทูต เป็นเจ้าแห่งภูตผีปีศาจ ซึ่งคตินี้น่าจะรับจากการที่พระศิวะ ซึ่งอยู่ในฐานะบิดา ทรงมีภาคภูเตศวร และอีกประการหนุ่งทรงเป็นมหาโยคีที่อาศัยตามป่าช้าเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน นั่งสมาธิเข้าฌานสมาบัติให้แก่กล้า และในภาคนี้ พระศิวะเองก็เป็นเจ้าแห่งภูติผี มีภูติผีทั้งหลายแวดล้อมพระองค์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งความตาย คุณสมบัติต่างๆ ของพระศิวะถูกถ่ายทอดสู่พระพิฆเนศผู้เป็นศิวะบุตร ด้วยเหตุนี้ พระพิฆเนศจึงทรงอำนาจยิ่งใหญ่ในโลกวิญญาณ โดยพระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งภูติผีปีศาจทั้งหมด ทรงเป็นใหญ่เหนือใครในโลกวิญญาณ ดวงวิญญาณทุกดวงย่อมอยู่ในอาณัติแห่งพระองค์ และผู้บูชาพระองค์ย่อมปลอดภัยจากการคุกคามของภูติผีปีศาจ ทั้งคุณไสยมนต์ดำทั้งปวง เพราะพระองค์คือผู้บริสุทธิ์ คือเจ้าแห่งอำนาจเหนือธรรมชาติ ดังนั้น ผู้อยู่ใต้บารมีของพระองค์ย่อมพ้นจากภัยทั้งหลายที่มองไม่เห็นเหล่านี้
6. อำนาจแห่งความเป็นที่รัก เนื่องจากพระพิฆเณศเป็นเทพที่บังเกิดจากพระแม่อุมาเทวี ในเบื้องต้นพระพิฆเณศย่อมเป็นที่รักแห่งนางที่สุด ภายหลังจากการต่อสู้กับพระศิวะด้วยควาเข้าใจผิดจนบานปลายทำให้ศีรษะพระพิฆเณศหลุดไป ยังความไม่พอใจแก่พระแม่อุมา ต่อเมื่อได้มีการต่อศีรษะใหม่และมีการขอขมาพระแม่อุมา ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทวยเทพทั้งหลายต่างมาประชุมพร้อมกัน พร้อมทั้งให้พรแก่พระพิฆเณศ พระพิฆเณศจึงเป็นที่รักของทวยเทพทั้งหลายในสากลจักรวาล พระพิฆเณศจึงเป็นผู้ประทานความเป็นที่รักแก่ผู้บูชาพระองค์อีกประการหนึ่งด้วย
7. อำนาจแห่งความเป็นใหญ่ ผู้บูชาพระพิฆเณศยังได้อานิสงค์สำคัญ คือ การได้เป็นซึ่งเจ้าคนนายคน นอกจากการเป็นที่รักแล้ว ด้วยว่าพระพิฆเณศนั้นยังเป็นหัวหน้าคณะเทพอีกด้วย ผู้บูชาพระพิฆเณศด้วยความเชื่อมั่น ย่อมได้อานิสงค์ในการเป็นเจ้าคนนายคน ได้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์
8. พระพิฆเณศคือบ่อเกิดแห่งความเจริญรุ่งเรือง ศีรษะช้างของพระพิฆเณศสื่อความหมายแห่งสิริมงคล ซึ่งมีอำนาจลี้ลับในการผลักดันให้ผู้บูชาเกิดความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ผู้บูชาพระพิฆเณศจะประกอบการงานสำเร็จ ทั้งยังรุดหน้ารวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ด้วยมงคลจากองค์พระพิฆเณศที่จะเอื้ออำนวยให้แก่ผู้บูชาพระองค์
9. ผู้ประทานความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และให้อายุยืนยาว เป็นอีกคติหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้ การบูชาพระพิฆเณศให้ผลทางด้านนี้อย่างเด่นชัด เพราะเป็นคุณสมบัติสำคัญ คนโบราณเชื่อว่า การบูชาต่อองค์พระพิฆเณศ สามารถอ้อนวอนขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือต่ออายุให้ยืนยาวยิ่งขึ้น ผู้ที่สวดมนต์ของพระองค์ทุกค่ำเช้า ย่อมได้รับการอำนวยพรให้มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
บทสวดดังต่อไปนี้ เรียกว่า โศลก ซึ่งมีอยู่ 8 บท ใช้สวดนมัสการและสรรเสริญพระพิฆเณศ เป็นการยกย่องพระพิฆเณศอย่างสูงสุด ก่อนสวดและหลังสวด ให้ตั้งจิตให้มั่นเพื่อเป็นสมาธิระลึกถึงองค์พระพิฆเณศผู้ขจัดอุปสรรค สวดเป็นประจำเมื่อมีโอกาสเพิ่มเติมจากการสวดบทสั้น เพื่อขอพระองค์ได้เมตตาและประทานพรแก่เรา
(การสวดมนต์นั้น จะสวดภาษาสันสกฤตเพียงอย่างเดียว หรือสวดพร้อมคำแปลด้วยก็ได้ครับ)
บทที่ 1. คณะนายะกา ษะฏากามะ ศรีคเณศายะ นามะนะ เอกทันตัง มหากายัง
ตัปตะกายาจะนะสันนิภัง ลัมโพทะรัง วิศาลากะสัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก ผู้ซึ่งมีงาข้างเดียว มีพระวรกายอันยิ่งใหญ่ มีผิวพรรณเปร่งประกายเสมือนทองคำ
มีพระอุทร (ท้อง) ใหญ่โต มีเนตรอันไพศาล
ตัปตะกายาจะนะสันนิภัง ลัมโพทะรัง วิศาลากะสัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก ผู้ซึ่งมีงาข้างเดียว มีพระวรกายอันยิ่งใหญ่ มีผิวพรรณเปร่งประกายเสมือนทองคำ
มีพระอุทร (ท้อง) ใหญ่โต มีเนตรอันไพศาล
บทที่ 2. เมายะชี กฤษณาชินะรัง นาคายะโชญาปวีตินัง พาเลนทุศกะลัง เมาเลาวันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงคาดบั้นพระองค์ (เอว) ไว้ด้วยหญ้าคาและหนังกวางดำ
มีงูเป็นยัชโญปวีต พระนลาฏ (หน้าผาก) ปรากฏเป็นพระจันทร์เสี้ยว
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงคาดบั้นพระองค์ (เอว) ไว้ด้วยหญ้าคาและหนังกวางดำ
มีงูเป็นยัชโญปวีต พระนลาฏ (หน้าผาก) ปรากฏเป็นพระจันทร์เสี้ยว
บทที่ 3. จิตระรัตนะ วิจิตรางคัง จิตระมาลาวิภูษิตัง กามะรูปาธะรัง เทวัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงประดับเพชร พลอยและอัญมณีอันสวยงาม
สวมมาลัยไว้อย่างสะดุดตา สามารถแปลงรูปร่างได้ตามความประสงค์
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงประดับเพชร พลอยและอัญมณีอันสวยงาม
สวมมาลัยไว้อย่างสะดุดตา สามารถแปลงรูปร่างได้ตามความประสงค์
บทที่ 4. คัชวักตะรัง สุรเศระษาถัง กัรณาจามะระภูษิตัม ปาศางะกุศะธะรัง เทวัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีพระพักตร์เป็นช้าง เป็นมหาเทพที่สูงส่ง
พระกรรณ (หู) ของพระองค์ใช้โบกสะบัดดั่งแส้จามรี พระองค์ทรงอาวุธปาศ และอังกุศ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีพระพักตร์เป็นช้าง เป็นมหาเทพที่สูงส่ง
พระกรรณ (หู) ของพระองค์ใช้โบกสะบัดดั่งแส้จามรี พระองค์ทรงอาวุธปาศ และอังกุศ
บทที่ 5. มูษาโกตตะมะมารุหะยา เทวาสุระมหาหะเว โยท-ธุ กามัง มหาวีระยัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีความเก่งกาจยอดเยี่ยม
พระองค์ทรงร่วมทำสงครามระหว่างเทพกับอสูร โดยทรงหลังหนูมุสิกะเป็นพาหนะ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีความเก่งกาจยอดเยี่ยม
พระองค์ทรงร่วมทำสงครามระหว่างเทพกับอสูร โดยทรงหลังหนูมุสิกะเป็นพาหนะ
บทที่ 6. ยักษะ กินนาระ คณะธารวะสิทธะวิทยาธะ ไรสะสัททา สะตูนะมานัง มหาพาหุง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้มีพระกรยาว
และได้รับการกราบบูชาจากเหล่ายักษ์ กินนร คนธรรพ์ สิทธิและเหล่าวิทยาธร ด้วยความเคารพสูงสุดตลอดมา
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้มีพระกรยาว
และได้รับการกราบบูชาจากเหล่ายักษ์ กินนร คนธรรพ์ สิทธิและเหล่าวิทยาธร ด้วยความเคารพสูงสุดตลอดมา
บทที่ 7. อัมพิกา หฤทะยานานะทัง มตูฤภิ ปริเวษะติ ตัง ภักตะปะริยัง มโทนนามัตตัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง มีความจงรักภักดีและเป็นผู้ประทานความสุขแก่พระแม่อุมา
พระองค์ห้อมล้อมไปด้วยมาตฤกาทั้งหลายและมีน้ำมันบริสุทธิ์ปริ่มจากศีรษะ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง มีความจงรักภักดีและเป็นผู้ประทานความสุขแก่พระแม่อุมา
พระองค์ห้อมล้อมไปด้วยมาตฤกาทั้งหลายและมีน้ำมันบริสุทธิ์ปริ่มจากศีรษะ
บทที่ 8. สะระวะวิฆนะหะรังเทวัง สะระวะวิฆวิวะระบะชิตตัง สะระวะสิทธิ ปะระทาตารัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์คือเทพผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง
คือเทพผู้ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง คือเทพประทานความสำเร็จทุกประการ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์คือเทพผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง
คือเทพผู้ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง คือเทพประทานความสำเร็จทุกประการ
บทสรุป. คะณาษะตะกามิทัง ปุณยัง ยะปะเถตสะตะตัง นะระสิทธะ ยันติ สะระวะการะยานิ วิทยาวานะ ธะนะวานะ ภะเวตุ
คำแปล : บทสวดทั้งแปดโศลกนี้ ผู้ใดสวดเป็นประจำ ผู้นั้นจะได้รับปัญญา ทรัพย์สมบัติ และประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนาทุกประการ
คำแปล : บทสวดทั้งแปดโศลกนี้ ผู้ใดสวดเป็นประจำ ผู้นั้นจะได้รับปัญญา ทรัพย์สมบัติ และประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนาทุกประการ
บทต่อท้ายที่ 1. นะมัสเต พรหมรูปายะ วิษณูรูปายะเตนะมะ
นะมัสเต รูปายะ กริรูปายะ เตนะมะ
คเณศะปูเนกรมะ ยันนะยูนะมะ ธิกังกะฤติ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก เทพเจ้าซึ่งอยู่ในรูปช้าง อยู่ในรูปพระพรหม อยู่ในรูปพระวิษณุ อยู่ในรูปพระศิวะ
นะมัสเต รูปายะ กริรูปายะ เตนะมะ
คเณศะปูเนกรมะ ยันนะยูนะมะ ธิกังกะฤติ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก เทพเจ้าซึ่งอยู่ในรูปช้าง อยู่ในรูปพระพรหม อยู่ในรูปพระวิษณุ อยู่ในรูปพระศิวะ
บทต่อท้ายที่ 2. เตนะสรเวนะ สะระวาตะมา ประสะนะโนสะตุ สะทามะมะ
คำแปล : และในการสวดบูชาต่อพระคณนายกครั้งนี้ ขอพระสรวาตมาพระพิฆเนศ ทรงประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
คำแปล : และในการสวดบูชาต่อพระคณนายกครั้งนี้ ขอพระสรวาตมาพระพิฆเนศ ทรงประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
ยังมีความรู้เกี่ยวกับพระพิฆเนศอีกมากมายให้ได้อ่าน ศึกษา ทำความเข้าใจ
ขอให้ผู้ศรัทธาทุกท่านโปรดศึกษาเรื่องราวและวิธีการบูชาพระพิฆเนศให้ถ่องแท้ เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง โอมศายะ.สาธุ
ขอให้ผู้ศรัทธาทุกท่านโปรดศึกษาเรื่องราวและวิธีการบูชาพระพิฆเนศให้ถ่องแท้ เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง โอมศายะ.สาธุ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น